2006/Sep/16

................เธอรู้สึกเช่นไร ไม่อาจรู้

ภาพอนาคตอันแสนไกลที่สะท้อนอยู่ในดวงตางดงามคู่นั้น

.............ใช่ภาพฉันหรือไม่...........

ฉันคิดว่าเป็นฉันที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

อยากขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เธอได้มอบให้กัน................

'ไม่ได้ค่ะ....'

'ได้โปรดเถอะครับ...นะครับ'

'คือ...คุณเพิ่งบริจาคไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเองนะคะ ตามกฎแล้ว เราให้บริจาคได้แค่เดือนละครั้งเท่านั้นนะคะ'

'แต่ผมแข็งแรงนะ นะครับ...ให้ผมบริจาคเถอะนะครับ'

'ไม่ได้จริงๆค่ะ'

น่ารำคาญชะมัดไอ้หมอนี่ เขาบอว่าไม่ได้ก็ยังจะตื๊ออยู่ได้... บทสนทนายืดเยื้อที่ดำเนินมาได้ครู่นึงแล้ว ทำให้ผมที่ยืนหันหลังพิงเคาท์เตอร์อยู่นึกรำคาญจนต้องหันกลับไปมอง

พลั่ก! เกร๊ง.... เกร๊ง....

'โอ๊ะ! ข...ขอโทษครับ' ร่างบางละล่ำละลักขอโทษแล้วก้มลงเก็บเศษเหรียญที่ร่วงกระจายอยู่บนพื้น

'....ซุ่มซ่าม!' คำพูดนั้น ทำเอาร่างเล็กชะงักมือที่กำลังเก็บเศษเหรียญที่ตกอยู่ตามพื้น เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะก้มลงเก็บเหรียญที่เหลือบนพื้นต่อ สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองผมอย่างเอาเป็นเอาตาย

'มองอะไร!' ผมตะคอก ไม่ชอบให้ใครมาจ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาไม่พอใจจากดวงตาสวยคู่นั้น มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัด ผมจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ยิ่งจ้องกลับยิ่งรู้สึกเหมือนถูกนัยน์ตาดำขลับคู่นั้นดึงดูดให้จมดิ่งลงไป

'เท้านาย...ขยับออกไปหน่อย' ร่างบางพูดแล้วหลุบตาลงมองที่เท้าของผม

ผมชักเท้าออกเล็กน้อย มือเรียวขาวเอื้อมหยิบเหรียญที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นตรงที่เท้าของผมเหยียบอยู่เมื่อครู่ ร่างบางของคนตรงหน้ายืดตัวขึ้นยืนตัวตรงแล้วเดินผ่านหน้าผมไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

หลังจากนั้นผมก็ได้ยินพวกพยาบาลตรงเคาท์เตอร์คุยกันถึงเรื่องเด็กหนุ่มหน้าสวยที่มักจะมาบริจาคเลือดเพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็กน้อย นั่นยิ่งทำให้ผมนึกดูถูก... หึ! บริจาคเลือดเพื่อแลกกับเงินเรอะ เรียกว่าขายเลือดน่าจะตรงกว่า ผมนึกถึงดวงตาสวยคู่นั้น.......เสียดาย.......

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

บริเวณโถงด้านล่างของอาคารสูง 44 ชั้น คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินสวนกันไปมา เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการผลิตบุคลากรและการสร้างสรรค์งานบันเทิงอันหลากหลาย ในแต่ละวันนอกจากพนักงานในส่วนของสำนักงานแล้ว ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ใฝ่ฝันจะได้เข้ามาเดินบนถนนสายบันเทิงผ่านเข้าออกตึกนี้.........

ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทลำลองสีดำที่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรู ดึงดูดสายตาทุกคู่ของคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณทางเข้าตึกให้ต้องหยุดมอง

"ขอโทษครับ จอดตรงนี้ไม่ได้นะครับ ไม่ทราบคุณ....เอ่อ..." รปภ.ในชุดยูนิฟอร์มสีขาวรีบวิ่งเข้ามาหา

"จุง ยุนโฮ.....ผมมาพบคุณลุง" ชายหนุ่มร่างสูงเพียงปรายตาให้ พร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ

"คุณลุง...." รปภ.ทวนคำสีหน้างงๆ

"อ้าว! คุณยุนโฮ... นั่นคุณยุนโฮใช่มั้ยครับ" เสียงเรียกของชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแต่งกายภูมิฐานเรียกความสนใจจากชายหนุ่มไปชั่วขณะ "สวัสดีครับ กลับมาจากอเมริกาเมื่อไหร่ครับนี่"

"สวัสดีครับ ไดเรคเตอร์ฮาน" เขามองผู้สูงวัยกว่าที่กำลังเดินตรงมาหา ขยับริมฝีปากยิ้มทักทายเพียงเล็กน้อย

"เอ้านี่! กลับไปทำงานได้แล้วไป... นี่แขกท่านประธาน" ไดเรคเตอร์ฮานหันไปโบกมือไล่รปภ.ที่ยืนทำหน้าเหรอหรา แล้วหันกลับมาฉีกยิ้มให้ร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า "คือ...อย่าถือสาเลยนะครับ หมอนั่นเพิ่งมาแทนคนเก่าที่โดนไล่ออกไปเมื่อสองเดือนก่อนน่ะครับ ก็เลยไม่รู้จักคุณ" เขาเดินนำชายหนุ่มเข้าไปภายในอาคาร

"นี่มาพบท่านประธานใช่ไหมครับ คือ...ตอนนี้ท่านประธานอยู่ในห้องประชุม แต่ไม่ใช่ประชุมสำคัญหรอกครับ เดี๋ยวผมจะให้เลขาท่านเข้าไปเรียนว่าคุณมาพบ.... เอ้า! นั่งบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบต่อโทรศัพท์ไปที่โต๊ะเลขาฯท่านสิ" ไดเรคเตอร์ฮานบอกก่อนจะหันไปสั่งพนักงานหญิงที่นั่งอยู่ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ให้รีบต่อโทรศัพท์ "เอ่อ...เดี๋ยวคุณขึ้นไปที่ชั้นบนเลยก็ได้นะครับ"

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่ได้มีอะไรด่วน พอดีผ่านมาแถวนี้ เลยแวะมาเยี่ยมคุณลุงเฉยๆน่ะครับ ผมก็ไม่ได้เข้ามาที่นี่นานแล้วด้วย อืม...เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมไปเดินดูอะไรแถวนี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าคุณลุงออกมาจากห้องประชุมเมื่อไหร่ช่วยบอกท่านด้วยก็แล้วกันว่าผมมาหา"

"ครับ...ครับ...ได้ครับ"

ร่างสูงเดินดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย.... กลับมาจากอเมริกาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว แต่เพิ่งจะได้เข้ามาเยี่ยมคุณลุงที่บริษัท ทั้งๆที่ก่อนจะไปเรียนต่อที่อเมริกาเขามักจะแวะมาใช้ห้องซ้อมดนตรีที่นี่บ่อยๆ ตามประสาเด็กหนุ่มที่รักการเล่นดนตรี แต่ก็นั่นแหละรู้อยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อเขาต้องรับช่วงงานบริหารสถานีโทรทัศน์ต่อจากพ่อ ในที่สุดเขาก็ต้องทิ้งความฝันที่จะตั้งวงดนตรีของตัวเองเพื่อบินไปเรียนต่อที่อเมริกา.......

ยุนโฮกดลิฟท์ขึ้นมาที่ชั้น 17 ซึ่งเป็นชั้นที่เขาเคยมาใช้ห้องซ้อมดนตรี แสงไฟสีส้มนวลให้แสงสว่างอันอบอุ่นทั่วบริเวณโถงทางเดิน บรรยากาศและการตกแต่งบริเวณโถงกลางดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในขณะที่กำลังคิดจะกลับขึ้นไปนั่งรอที่ชั้นบนสุดซึ่งเป็นสำนักงานของฝ่ายบริหาร เสียงร้องเพลงคลอเสียงเปียโนที่ดังแว่วมาทำให้ยุนโฮเปลี่ยนใจเดินตามเสียงไปยังที่ที่คิดว่าเป็นที่มาของเสียงเพลง

เขาเดินมาจนถึงห้องที่อยู่ด้านในสุดของชั้นนั้น ยุนโฮมองผ่านกระจกสีชาเข้าไปภายในห้อง ร่างหนึ่งกำลังนั่งหันหลังดีดเปียโน มีเสียงร้องเพลงคลอดังแว่วออกมา แผ่นหลังบอบบางนั่นดูคุ้นตาเขาอย่างบอกไม่ถูก เสียงเพลงไพเราะที่ได้ยินแว่วผ่านบานประตูกระจกดึดดูดให้เขาผลักประตูก้าวเข้าไปภายในห้อง ร่างบางคงกำลังดื่มด่ำอยู่กับการดีดเปียโนและการร้องเพลงจึงไม่รู้สึกถึงการมาของใครอีกคน

เสียงไพเราะนุ่มหูนั้นฟังดูเหงา ศรเ คล้ายเสียงร่ำร้องจากหัวใจของคนที่กำลังรอคอยบางอย่าง แต่บางจังหวะเสียงนั้นกลับดังกังวานจนสามารถสั่นสะเทือนหัวใจของคนที่ฟังอยู่ได้

เสียงเปียโนหยุดลงหากแต่ร่างบางยังคงนั่งนิ่ง ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังหมุนตัวกลับ มือแกร่งเอื้อมผลักบานประตูกระจก

"ย..ยูชอนเหรอ?" เสียงหวานเอ่ยทักขึ้น

ยุนโฮชะงักเหลือบมองภาพแผ่นหลังของร่างบางที่สะท้อนอยู่บนประตูกระจก ท่อนแขวเรียวถูกยกขึ้นปาดไปมาบนใบหน้าก่อนที่ร่างนั้นจะหันมา

"ขะ...ขอโทษครับ ผมนึกว่า..." แม้ส่วนสูงกับรูปร่างที่เห็นจากด้านหลังจะไล่เลี่ยกันก็จริง แต่จากเสื้อผ้าที่คนตรงหน้าสวมใส่และทรงผม ทำให้แจจุงรู้ได้ว่าไม่ใช่ยูชอน

คิ้วเข้มขมวดมุ่น ตาคมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของร่างบางที่สะท้อนอยู่บนกระจกสีชาตรงหน้า โยนความตั้งใจที่จะกลับออกจากห้องไปอย่างเงียบๆทิ้งไปในทันที ร่างสูงค่อยๆหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างบาง

"คุณ..." แจจุงอึ้งไปนิด ก็คนร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา หน้าตาดีชะมัด หล่อขนาดนี้ สงสัยโดนทาบทามมาเล่นละครหรือเล่นหนังแน่เลย"....มาพบใครรึเปล่าครับ เอ่อ...คือ...สตูฯของฝ่ายละครอยู่ชั้น 15 ต้องลงไปอีก 2 ชั้น แต่ตอนนี้พักกลางวัน..."

คำพูดกับท่าทางของแจจุงทำให้คิ้วเข้มของยุนโฮคลายออกก่อนจะเลิกสูงขึ้นอย่างประหลาดใจ

"ฉันดูเหมือนคนที่กำลังจะมาถ่ายละครหรือไง?" ยุนโฮถามเสียงห้วน ตาคมมองใบหน้าขาวเนียนที่ติดอยู่ในความทรงจำของตนเองแม้ได้พบเพียงครั้งเดียว ดวงตาดำขลับคู่นั้นไม่บ่งบอกว่าคนร่างบางตรงหน้าจดจำเขาได้แม้แต่น้อย

"งั้น...คุณเป็นใคร? แล้วมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ?" แจจุงถามกลับเสียงห้วนไม่แพ้กัน ชักจะไม่สบอารมณ์ ถ้าไม่ใช่ก็บอกไม่ใช่สิ พูดด้วยดีๆ ทำไมต้องทำท่าไม่พอใจด้วยนะ คนอย่างเขาไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกหรือหาเรื่องกันได้ง่ายๆ

"หัดมีมารยาทซะมั่ง... ไม่ใช่เที่ยวไปถามว่าคนอื่นเป็นใครทั้งๆที่ตัวนายเองก็ยังไม่แนะนำตัวเองเลย" ยุนโฮพูดเสียงเรียบแต่เป็นคำพูดที่ทำเอาคนได้ฟังถึงกับหน้าชา

"....คิม แจจุง... ศิลปินฝึกหัดจากโครรงการสตาร์ไลท์" แจจุงกระชากเสียงตอบกลับไป กระตุกยิ้มน้อยๆที่มุมปากก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน "แล้วคนมีมารยาทที่มาแอบฟังคนอื่นร้องเพลงทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต จะกรุณาแนะนำตัวเองได้รึยังไม่ทราบ"

หึ! เห็นหน้าใสๆแต่ปากร้ายไม่เบา ยุนโฮมองกลีบปากสีชมพูสดที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการพูดของเจ้าของใบหน้าสวยหวานนั้น

Geu Neo Ui Saeng Gahk Neo Ui Gwan Shim Ne Ki E Dahl Ryeo Eet....

ติ๊ด!

ยุนโฮยกโทรศัพท์มือถือขึ้นกดรับสาย ดวงตาคมยังไม่ละไปจากดวงหน้าสวยของแจจุง

"ฮัลโหล! ครับ...ครับ แล้วพบกันครับคุณลุง" ส่งสายตากับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทิ้งไว้ให้ร่างงามตรงหน้า แล้วผละออกจากห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้รั้งตัวเขาไว้อีกต่อไป

"นี่! นาย...." อะไรของเขานะ หลอกให้เราบอกชื่อแต่ชื่อตัวเองกลับไม่ยอมบอก นายนั่นแหละที่ไม่มีมารยาท นึกจะไปก็ไป

"ชิ! ถ้าเจออีกล่ะก็... อ๊ะ! ไม่ดีกว่า ไม่ต้องเจอกันอีกน่ะแหละดี" เฮอะ...ทำเป็นใช้เสียงเรียกเข้าเพลง The way you are ท่าทางจะเพลย์บอยน่าดูเลยหมอนี่

แจจุงไม่ได้เฉลียวใจซักนิดว่านี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของเขากับยุนโฮ



edit @ 2006/09/16 18:34:35

2006/Sep/16

วันนี้ตื่นมาด้วยความรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว....T_T

....เมื่อคืนไปดูคอนโดนบังมา(อะไรนะ? สะกดผิด.... เปล่าเราไม่ได้เบลอไม่ผิดหรอก เราสะกดถูกแล้ว คอนโดนบัง+โดนเบียดด้วยเอ้า)

ชะล่าใจไปหน่อย...คิดว่าโชคดีได้อยู่ข้างหน้าเกือบติดเวที แล้วจะได้ดูชัดๆ เต็มๆ ...ที่ไหนได้แทบไม่ได้ดูเลย ให้ตาย... ข้างหลังเบียดมาข้างหน้าดันกลับ คนที่อยู่แถวครึ่งๆกลางๆ เกือบหน้าอย่างเราเลยกลายเป็นปลาหมึกบด(บี้แบน)

เราว่าเราก็ไม่เตี้ยแล้วนะ แต่คนข้างหน้าดันสูงกว่าเราแล้วยังเขย่งอีก เราก็เลยต้องเขย่งตาม สงสารก็แต่น้องที่อยู่ข้างหลังเรา ตัวเล็กนิดเดียวคงโดนเราบังเหมือนกัน (พี่ขอโทษนะน้อง แต่พี่ก็ไม่เห็นเหมือนกันอ่ะ) ส่วนอีกคนที่ยืนข้างๆนี่เจ๋งจริงๆเอาศอกขึ้นมาวางไว้บนไหล่เราซะเลย (เอ่อ...ถ้าจะโบกแท่งไฟแล้วยังกลัวเมื่อยก็หุบจั๊กกะแร้ลงไปเลยดีกว่ามั้ย) เราอุตส่าห์ยืนเฉยๆ ไมโบกไฟ ไม่ยกมือ เพราะแค่นี้คนข้างหลังเขาก็คงแทบไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว

เงิน 4,500 บาทปลิวออกไปจากเป๋าตังค์ ด้วยความตั้งใจที่จะไปดู Performance ในการเต้นและร้องของดงบังแบบใกล้ชิดติดขอบเวที แต่....

...เต้นเรอะ.... เหอะ เหอะ ดูไม่ทันเพราะโดนดันไปดันมา โดนคนข้างหน้าบัง โดนคนข้างหลังเบียด โดนคนข้างๆกดไหล่ (โอย...นี่ชั้นอยู่กลางสมรภูมิรึไง?)

....ร้องเรอะ.... เสียงกรี๊ดจากคนรอบข้าง...ดังมากกกกก (หูแทบแตก....จะกรี๊ดทำไม ไม่ได้มาฟังเขาร้องเพลงกันเรอะ ธ่อ) แทบไม่ได้ยินเสียงนุ่มๆของดงบังเลย ออกจากคอนมานี่หูแทบดับมีแต่เสียงวิ้งๆในหูอื้ออึงไปหมด

สรุป...4,500บาท นี่คุ้มมากๆค่ะ คาดว่ากลับจากคอนมานี่น้ำหนักคงหายไปซัก 3-4 โล เพราะเหงื่อออกท่วมตัว ยิ่งกว่าอบซาวน่าอีก

ได้ดูแค่แวบๆเอ๊งงงง T_T (ซื้อบัตรนั่งไกลๆโน่นยังน่าจะได้ดูไม่ชัดเท่าแต่น่าจะได้ดูแบบเป็นสุขมากกว่า) ยืนขาแข็งเกือบ 5ชั่วโมง (แถมตอนอยู่ในคอนต้องยืนเขย่งอีก...เมื่อยชะมัด)

เฮ้อ! สภาพเหมือนตกอยู่กลางสนามรบ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหนุ่มๆดงบังถึงต้องมีการ์ดที่โคตรดุเยี่ยงนั้น คือ...นึกสภาพว่าถ้าหนุ่มๆเขาตกลงมาท่ามกลางวงล้อมคง...น่วมแน่ๆ

ดูคอนเสิร์ตไปใจก็นึก...ตรูจะตายม้ายยยย...เนี่ย -___-!!!

แต่....เมื่อวานนี้ดงบังก็แสดงกันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม สนุกสนานดี ที่สำคัญแจยิ้มแย้ม เล่นกับคนดูด้วย (นึกว่าจะไม่ยิ้ม ทำหน้านิ่งๆซะอีก) ดูแจจะร่าเริงกว่าเซียห์อีก

ถึงจะโหด มันส์ ฮา แค่ไหน แต่....คราวหน้าถ้าดงบังมาเล่นคอนเสิร์ตอีก เราก็จะไป (ไม่เข็ด เหอะ เหอะ) แต่คราวหน้าเราจะต้องซื้อบัตรนั่งให้ได้เลย ไม่สนแล้วว่ามันจะไกลเห็นดงบังตัวเท่ามด...ก็ช่าง ยังไงก็ได้นั่งสบายๆไม่ต้องโดนเบียด โดนบัง แทบมองไม่เห็น ไม่มีสมาธิจะดูคอนเสิร์ต

คราวหน้าเราจะไม่ยอมไปดูคอนโดนบังอีกแล้ว 555 เราจะไปนั่งดูคอนดงบังแบบสบายๆ หึ หึ หึ

******************************************


อะนะ คอนเมื่อวานถ้าไม่โดนบัง และไม่โดนเบียด มันคงเป็นคอนที่สนุกสุดๆไปเลย แต่เมื่อทั้งโดนบัง โดนเบียดซะแทบไม่เป็นอันดู ความมันส์หายไป 70% เลย

แต่ไม่เป็นไร รอยยิ้มแจจุงเจิดจ้ามากๆ ยิ่งตอนจบคอน ที่แจแถมาตรงทางเดินฝั่ง AR โอย....ตายไปเลย (มียกมือไหว้แล้วยิ้มอีก) ใครโยนตุ๊กตาให้ไม่รู้ แจจุงรับแม่นมาก รับหมับเลย (ทั้งๆที่ในมือก็กอดอยู่ตัวนึงแล้วนะนั่น) แต่รับมาแล้วน้องตุ๊กตาก็โดนแจอุ้มไปโยนไว้ข้างเวที ก่อนจะรีบออกมาจับมือเพื่อนๆโค้งให้คนดู

ตอนแรกว่าผมทรงนี้ไม่ work แต่ที่เห็นจากเมื่อวานนี้ แจจุง...หล่อออออมากกกกก อิจฉาคนที่ได้จับมือแจจุงชะมัด


edit @ 2006/09/16 10:44:54


edit @ 2006/09/16 14:33:31

2006/Sep/13

One Chapter 1


.............สัมผัสของมือที่ฉันเกาะกุมอยู่ บอกให้รู้ว่านี่คือวันที่ฉันเฝ้าฝันถึง

เพราะเธอเหมือนเคยไกลห่างกันเหลือเกิน

ฉันไม่อาจเอ่ยคำนั้น ในวันที่ไม่รู้ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในใจ................




โซลเมดิคัลโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงโซลซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราราวกับโรงแรมมีระดับเพื่อให้สมกับฐานะของผู้มาใช้บริการซึ่งเป็นคนในแวดวงไฮโซหรือคนมีชื่อเสียงที่ต้องการความสะดวกสบายและการบริการชั้นเยี่ยมและต้องการเลี่ยงความพลุกพล่านและการตกเป็นเป้าสายตา........ แต่ยามนี้ภาพของร่างบางที่ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์พยาบาลกลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้มาใช้บริการที่ผ่านไปมาบริเวณนั้น


แม้จะอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายปอนๆแต่ใบหน้าใสอ่อนเยาว์ที่ดูงดงามราวกับภาพวาดนั้นก็ยังชวนมอง


ไม่ได้ค่ะ... พยาบาลสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์ปฏิเสธเสียงแข็ง


ได้โปรดเถอะครับ...นะครับ เด็กหนุ่มหน้าตาสวยหวานราวกับผู้หญิงเอ่ยเสียงอ้อนวอน


คือ...คุณเพิ่งบริจาคไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเองนะคะ ตามกฎแล้ว เราให้บริจาคได้แค่เดือนละครั้งเท่านั้นนะคะ


แต่ผมแข็งแรงนะ นะครับ....ให้ผมบริจาคเถอะนะครับ ร่างบางที่ยืนเกาะเคาท์เตอร์อยู่ยังคงไม่ละความพยายาม


ไม่ได้จริงๆค่ะ


ใบหน้าสวยสลดลง แจจุงค่อยๆเดินออกมาจากหน้าเคาท์เตอร์ ก้มลงมองเศษเหรียญที่ล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ตพลางใช้นิ้วเกลี่ยไปมาเพื่อนับดูจำนวน


พลั่ก! เกร๊ง.... เกร๊ง....


โอ๊ะ! ข...ขอโทษครับ เขารีบก้มลงเก็บเศษเหรียญที่กระเด็นหล่นอยู่ตามพื้น


.....ซุ่มซ่าม!


แจจุงชะงัก เงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวตนเอง...... ชายหนุ่มร่างสูงในชุดโค้ตยาวสีดำที่ถูกตัดเย็บมาอย่างปราณีตบ่งบอกถึงความมีระดับของผู้สวมใส่ ใบหน้าหล่อเหลาชวนมองนั่นแสดงสีหน้าดูถูกเขาอย่างไม่ปิดบัง นัยน์ตาเรียวคมมองลงมาที่เขา ริมฝีปากหยักเรียวกระตุกยิ้มใส่เขาเหมือนเยาะเย้ย....... แจจุงพยายามระงับความโกรธแล้วก้มลงเก็บเหรียญบนพื้นต่อ พลันสายตาเหลือบไปเห็นเหรียญสุดท้ายนั่น.... คิ้วเรียวขมวดมุ่น มองเหรียญที่กระเด็นไปเสียบอยู่ใต้ปลายรองเท้ามันปลาบตรงหน้า


โอ๊ย! ทำไมจำเพาะจะต้องไปอยู่ตรงนั้นด้วยนะ ให้ตายสิไม่อยากจะพูดกับไอ้หมอนี่เลย..... เกลียดชะมัด พวกชอบดูถูกคนอื่น


มองอะไร! เสียงตะคอกทำให้ร่างบางรู้สึกตัวว่าตอนนี้เขากำลังจ้องหน้าคนร่างสูงอยู่


เท้านาย....ขยับออกไปหน่อย เฮอะ! ไม่ได้อยากจะมองนักหรอก...หน้านายน่ะ.... เท้านายยังจะน่ามองซะกว่า (เพราะเหรียญชั้นมันไปนอนกองอยู่ใต้เท้านายน่ะสิ) ทันทีที่ร่างสูงขยับเท้าออก แจจุงรีบเอื้อมหยิบเหรียญที่พื้นแล้วเดินหนีไปทันที........................................

...................................
ความมืดเริ่มโรยตัวเข้าปกคลุมท้องฟ้า แสงไฟจากป้ายร้านที่ตั้งอยู่ริมทางเดินถูกเปิดขึ้นเพื่อช่วยเติมความสว่างให้กับยามค่ำคืนที่กำลังคืบคลานเข้ามา ร่างบางกระชับเสื้อโค้ตเข้ากับตัวพลางก้าวเดินไปเรื่อยๆ เพื่อตรงไปยังร้านขายของที่เขาทำงานพิเศษอยู่ มือเรียวซุกลงในกระเป๋าเสื้อโค้ตกำเศษเงินที่เหลืออยู่ไม่กี่วอนไว้แน่น พลางนึกถึงเงินที่เขาเก็บใส่กล่องไว้ที่ห้องพัก เงินที่เขาสะสมมาจากการทำงานหลายอย่าง....... ไม่ได้ เขาจะเอามันมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด พรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดที่จะต้องชำระค่าเรียนร้องเพลงแล้ว

7
เดือนก่อน......เพื่อความฝันในการเป็นนักร้อง ในวันที่รู้ว่าตนเองผ่านการ audition เขาตัดสินใจย้ายจากบ้านเกิดที่คังนัมเข้ามาอยู่ตามลำพังในโซลโดยไม่ลังเลเลย เขาเริ่มทำงานพิเศษหลายอย่างพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนร้องเพลง เรียนเต้น และเป็นค่าใช้จ่ายในการอาศัยอยู่ในโซล แม้ในยามที่ลำบากจนถึงที่สุด...เขายอมแม้กระทั่งขายเลือด ใช่....ถึงแม้ใครๆจะเรียกมันว่าการบริจาค แต่สำหรับเขาแล้วมันคือการขาย เขาตั้งใจขายเลือดตัวเองเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มาก..... อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เขาซื้ออาหารมาประทังความหิวได้


แล้วในวันที่เขาต้องตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งระหว่างความฝันที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงเมื่อไหร่กับสิ่งที่จะเป็นหลักประกันอนาคตที่แน่นอนของตนเองอย่างการเรียนหนังสือ....... เขาเลือกที่จะลาออกจากโรงเรียนเพราะเขาไม่สามารถหาเงินได้มากพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ แต่เรื่องดียวที่เขาไม่ยอมละทิ้ง นั่นคือความฝันในการเป็นนักร้อง มันเป็นสิ่งเดียวที่เป็นสายใยผูกพันระหว่างเขากับแม่.........แม่ผู้แสนอบอุ่น อ่อนโยน แม่ผู้น่าสงสาร........ ความมุ่งมั่นที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่เป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้เขายังดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้.......โลก...ที่ไม่มีแม่ของเขาอยู่อีกแล้ว.....................

....................

เฮ้อ...คงต้องอดข้าวอีกแล้วมั้งเรา...... ช่างเหอะ! มะรืนนี้เงินค่าจ้างก็ออกแล้วนี่เนาะ ร่างบางถอนหายใจออกมา พลางพูดปลอบใจตัวเอง 

One.......Two! Three! Four! step right! Back! Jump and one! Kick.

เสียงดนตรีจังหวะเร้าใจดังกังวานทั่วห้องที่ล้อมรอบไปด้วยผนังกระจกเงาสามด้าน ชายหนุ่ม 7-8 คน เคลื่อนไหว โยกย้ายไปตามจังหวะดนตรีและการนับเสต็ปของครูฝึกที่เต้นนำอยู่ด้านหน้าสุดของห้อง


แปะ! แปะ! เสียงตบมือดังขึ้นพร้อมกับที่ครูฝึกเดินตรงไปปิดเครื่องเล่น
CD

โอเค วันนี้พอแค่นี้ก่อน ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมทบทวนท่าเต้นของเพลงที่สอนไปคราวที่แล้วด้วยล่ะ อ้อ! แจจุง...วันนี้เธอพลาดอีกแล้วนะ ครูบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาหมุนน่ะให้นับเสต็ปด้วย ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่ถนัดก็ต้องฝึกให้มากๆ หวังว่าคราวหน้าเธอคงไม่พลาดอีกนะ


ค...ครับ... ชายหนุ่มหน้าสวยก้มหน้ารับคำเสียงอ่อย เขาเป็นคนเดียวใน class เต้น ที่มักจะสะดุด หรือลื่นล้มบ่อยๆ แถมบางทียังเซไปชนเพื่อนล้มไปด้วยเลยก็มี ใครๆก็คิดว่าเขาห่วยเรื่องเต้น แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะเขาไม่ค่อยมีแรงต่างหาก


...
นายไปบริจาคเลือดมาอีกแล้วใช่มั้ย? ชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามขึ้น หลังจากคนอื่นๆทยอยออกไปจากห้องกันหมดแล้ว


.....
ถ้าโรงพยาบาลนั่นยอมให้เขาบริจาคก็คงมีเงินซื้อข้าวกิน ไม่อยู่ในสภาพหมดแรงแห้งเหี่ยวแบบนี้หรอก........ ร่างบางยืนก้มหน้ามองเท้าตัวเองนิ่ง


เฮ้อ! มานี่.... ร่างสูงส่ายหัวน้อยๆ ถอนหายใจออกมา ก่อนจะฉวยข้อมือของคนตรงหน้าแล้วลากออกไปจากห้องซ้อมเต้นทันที ร่างบางพยายามจะขืนตัวไว้แต่ด้วยแรงที่มีอยู่เพียงน้อยนิด สุดท้ายคนร่างสูงก็ลากเขามาจนถึงห้องอาหารจนได้ 

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบริเวณห้องอาหาร สายตาแทบทุกคู่ต่างก็จับจ้องมาที่ทั้งคู่ ก็ภาพที่ร่างสูงจูงกึ่งลากร่างบางของคนหน้าสวยที่เอาแต่ก้มหน้างุดๆเดินตามหลังมานั่นมันน่าประหลาดใจน้อยอยู่เมื่อไหร่กัน ใครๆ ก็รู้ว่าชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาชวนมองที่เดินนำหน้ามานั่น... ปาร์ค ยูชอน ลูกชายคนเดียวของประธานบริษัท PYC Entertainment ซึ่งเป็นเจ้าของตึกนี้ นอกจากหน้าตาหล่อเหลาเป็นที่เลื่องลือแล้ว กิตติศัพท์เรื่องความเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัวของเขาก็เป็นที่ร่ำลือไม่แพ้กัน คบคนยาก เพื่อนน้อย แล้วก็ไม่เคยถูกใจใครง่ายๆ แล้ววันนี้ใครกันล่ะที่ถูกลากมาเป็นเพื่อนกินข้าว

ร่างสูงเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วกดไหล่ร่างบางให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น ส่วนตัวเองเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม


อย่า...ลุกหนีเชียวนะ! ยูชอนพูดเสียงเข้มขัดขึ้นทันที เมื่อเห็นร่างบางขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น


ทำแบบนี้ทำไม? ไม่เข้าใจ...จะลากเขามาที่นี่ทำไม สังเวชกันหรือไง ชั้นไม่อยากได้ความเห็นใจหรอกนะ แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมองชั้นด้วยความสมเพชด้วย ชั้นไม่ได้ลำบากขนาดนั้น แจจุงยังคงพูดต่อ มองคนตรงหน้าอย่างขัดใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาอ่านเมนูตรงหน้าแล้วหันไปสั่งอาหารกับบริกรโดยไม่ได้สนใจจะฟังที่เขาพูดเลย


ชั้นก็ไม่ได้คิดว่านายน่าสมเพชนี่ บริกรรับเมนูคืนไปจากยูชอนก่อนจะโค้งให้อย่างนอบน้อมแล้วถอยออกไป ก็แค่ไม่อยากมานั่งกินข้าวที่นี่คนเดียว ชั้นไม่ชอบให้ใครจ้องมองเวลากินข้าว มันจะกินไม่ลง


ทำอย่างกับชั้นมาด้วยแล้วนายไม่ถูกมองงั้นแหละ แจจุงบ่นพึมพำ เขาไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา ความฝันของเขาคือการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ให้สำเร็จ แต่ในวงการบันเทิงที่มีการแข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้ ทุกคนต่างก็ต้องแสดงออกให้เห็นถึงความโดดเด่นของตนเองเพื่อจะเป็นคนที่ถูกเลือก แน่นอนเมื่อมีการแข่งขัน ก็ย่อมต้องมีความไม่พอใจตามมาเมื่อมีใครเด่นกว่า ทุกวันนี้เขาก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากพอแล้ว เขาไม่ต้องการให้ชีวิตตนเองยุ่งยากไปกว่านี้ด้วยการเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับลูกชายของประธานบริษัท มันจะทำให้เขาเป็นจุดสนใจและเป็นเป้าของความไม่พอใจของหลายๆคน..........


นี่....ถ้านายยังไม่เลิกจ้องฉันอย่างนั้น ฉันจะคิดว่านายอยากกินฉันมากกว่าสปาเก็ตตี้นั่นนะ ร่างบางสะดุ้งก้มมองจานสปาเก็ตตี้ที่วางอยู่ตรงหน้า เพิ่งรู้ว่าตัวเองนั่งเหม่อเสียจนไม่เห็นบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟให้


เอ๊ะ... หรือฉันจะน่ากินกว่าจริงๆ ฮะ ฮะ ฮะ ยูชอนหัวเราะอารมณ์ดี เมื่อเห็นแจจุงเงยหน้ามาค้อนใส่แล้วคว้าส้อมข้างจานขึ้นมาจิ้ม จิ้ม จิ้ม ลงไปบนจานสปาเก็ตตี้เหมือนอยากจะระบายแค้นใส่เขา


นายน่ากินตายแหละ... กลีบปากสีชมพูสดขยับพึมพำเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินสปาเก็ตตี้ในจานไม่ยอมเงยหน้ามาสบตาเขาอีกเลย 

ยูชอนลอบมองใบหน้าขาวใสของร่างบาง สีหน้าหมองลง นึกว่าฉันไม่รู้รึไงแจจุง....ว่านายลำบากขนาดไหน ทุกอย่างที่นายทำ...ฉันรู้หมดนั่นแหละ รู้ด้วยว่านายไม่อยากยุ่งกับฉันเพราะอะไร แต่ฉันห้ามตัวเองไม่ได้ ยิ่งได้รู้จักนายมากขึ้นเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งอยากใกล้ชิดนาย เพราะอะไรกันนะ........... เขานึกประหลาดใจตัวเอง....... ทั้งที่ไม่เคยสนใจใคร โดยเฉพาะพวกที่อยู่คนละชั้น คนละระดับกับเขา เพราะฝังใจกับการถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนสนิทหักหลัง พวกนั้นคบเขาเพียงเพื่อหวังใช้ประโยชน์จากการที่เขาเป็นลูกชายของประธาน ปาร์ค ยองชุน แห่ง PYC Entertainment เขาดูถูกทุกคนที่ต่ำชั้นกว่าตัวเอง เลือกคบแต่คนในวงสังคมไฮโซเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ต่างอะไร เมื่อเขาพบว่ามันเป็นสังคมที่มีแต่การใส่หน้ากากเข้าหากัน หาความจริงใจได้ยากเต็มที เมื่อต่างก็หวังผลประโยชน์จากธุรกิจทั้งนั้น............... พวกลูกๆที่ถูกเสี้ยมสอนมาให้ผูกมิตรสานสัมพันธ์กันเพื่อประโยชน์ของบรรดาพ่อแม่ทั้งหลาย....................

แจจุง.......นายเป็นคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวที่ฉันยอมเปิดใจให้ แต่เมื่อไหร่กัน....อีกนานแค่ไหน........นายถึงจะยอมเปิดใจให้ฉันบ้าง............. ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย กับท่าทางเข้มแข็งนั่น ฉันมองเห็นเงาของเด็กน้อยที่หงอยเหงาและโหยหาบางสิ่งบางอย่าง นายคงไม่รู้ว่าเวลาที่นายเผลอตัว นายมักจะทำสีหน้าแบบนั้น........สีหน้าเหมือนเด็กถูกทิ้ง..........

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>


edit @ 2006/09/13 23:08:38
edit @ 2006/09/13 23:11:11